แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคมนิยมและคอมมิวนิสม์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคมนิยมและคอมมิวนิสม์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน


ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) (เกิดวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1743[วันที่แบบเก่า: 2 เมษายน ค.ศ. 1743] - วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1826)[1] เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 3 (ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1801 - วันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1809) และผู้ประพันธ์ "คำประกาศอิสรภาพ" (Declaration of Independence) ของสหรัฐอเมริกา เขาคือหนึ่งในบุคคลที่น่ายกย่องที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ความสนใจของเขาไม่มีขอบเขตและการประสบความสำเร็จของเขายิ่งใหญ่และหลากหลาย เขาคือนักปราชญ์ นักการศึกษา นักธรรมชาตินิยม นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก ช่างประดิษฐ์ ผู้บุกเบิกในกสิกรรม วิทยาศาสตร์ นักดนตรี นักเขียน และเขาคือโฆษกชั้นแนวหน้าในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในยุคของเขา
ในฐานะประธานาธิบดี เจฟเฟอร์สันทำให้อำนาจของรัฐบาลเข้มแข็ง เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และใช้อำนาจผ่านพรรคการเมืองในการควบคุมรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา
ทอมัส เจฟเฟอร์สันเป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐที่รูปใบหน้าได้รับการสลักไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหน้าของเขาปรากฏบนธนบัตรราคา 2 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์)

การทำงาน

เจฟเฟอร์สันอายุเกือบ 58 ปีแล้วเมื่อเขาเป็นประธานาธิบดี เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ 2 วาระ เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งได้รับการแนะนำในวอชิงตัน ดี.ซี. เขาศรัทธาในประชาชนและนับถือความปรารถนาของพวกเขา เขาลดภาษีต่างๆ ยกเลิกสำนักงานซึ่งเขาคิดว่าไม่จำเป็นและพยายามจะปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพเท่าที่จะเป็นไปได้
เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมือง เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่น่าจดจำต่อการเป็นประธานาธิบดีของเจฟเฟอร์สัน คือ การที่เขาซื้อเขตแดนหลุยเซียน่าจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1803 ทำให้อเมริกามีขนาดเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เจฟเฟอร์สันเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นผู้เขียนคำประกาศเอกราชและเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอเมริกา
เขายังเป็นนักการทูต สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ เป็นทนาย ผู้บุกเบิกโรงเรียนของรัฐ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียในปี 1819และเป็นผู้อุปถัมภ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องการเรียนรู้และอักษรศาสตร์
เขามีชื่อเสียงมากในฐานะผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตยในยุคของเขา และมีชื่อเสียงมากขึ้นในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดผู้เผด็จการมากมายหลายคนในโลก

4 กรกฎาคม 1826

ซึ่งเป็นวันครบรอบ 50 ปี ของการประกาศอิสรภาพและเป็นวันที่ เจฟเฟอร์สัน เสียชีวิต
สองศตวรรษหลังจากเขาเกิด มีการสร้างที่ระลึกถึงเจฟเฟอร์สันในวอชิงตัน ดี.ซี. เขาได้อยู่ร่วมกับ วอชิงตัน และลินคอล์น ท่ามกลางผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา

อ้างอิง

  1. ^ The birth and death of Thomas Jefferson are given using the Gregorian calendar. However, he was born when Britain and her colonies still used the Julian calendar, so contemporary records (and his tombstone) record his birth as April 2, 1743. The provisions of the Calendar (New Style) Act 1750, implemented in 1752, altered the official British dating method to the Gregorian calendar with the start of the year on January 1 – see the article on Old Style and New Style dates for more details. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA_%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99




วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แนวคิดของ ฌอง ฌาค รุสโซ [Jean Jacques Rousseau] กับบางเสี้ยวแห่งวิกฤตการเมืองไทย



ฌอง ฌาค รุสโซ [Jean Jacques Rousseau] นักเขียน นักทฤษฎีการเมือง นักประพันธ์เพลงที่ฝึกฝนด้วยตัวเองแห่งยุคแสงสว่างและเป็นนักปรัชญาสังคมชาวสวิส เชื้อสายฝรั่งเศสผู้มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส [French Revolution] ใน คศ.1789 รุสโซ เกิดที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2255 มารดาของเขาเสีย ชีวิตหลังจากคลอดเขาได้เพียง 9 วัน บิดาเป็นช่างซ่อมนาฬิกาที่ไม่ประสบความสำเร็จ ตอนรุสโซ อายุ 6 ขวบ พ่อของเขาได้ติดคุก เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับลุง รุสโซหัดอ่านหนังสือมา ตั้งแต่เด็กและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนรุสโซ อายุ 16 ปี ได้ออกจากเจนีวา เดินทางท่องเที่ยวและได้หางานทำไป เรื่อยๆ จนได้เป็นผู้ช่วยทูต ในปี พศ.2293
 The Social Contract, or Principles of Political of political Right เขาได้ตีพิมพ์หนังสือ Discourse on the Arts and Sciences ซึ่งประสบความสำเร็จและสร้าง ชื่อเสียงให้แก่เขาเป็นอย่างมาก อีก 11 ปี ต่อมาก็ตีพิมพ์นิยายเรื่องแรกชื่อ Julie,ou la nouvelle Holoise [The New Heloise] จากนั้นก็ได้มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอทั้งหนังสือวิชาการและนิยาย ผลงานที่มีชื่อเสียงได้แก่และ The Confessions of Jean-Jacques 

Rousseau รุสโซเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนดีแต่สังคมทำให้มนุษย์เป็นคนเลว แปดเปื้อน และมนุษย์ มีเสรีภาพตามธรรมชาติโดยไม่จำกัดแต่เมื่อมนุษย์มารวมกันเป็นสังคมจึงต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพบางส่วนโดยการทำสัญญาประชาคม (The social Contract ) เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของกันและกัน รุสโซกล่าวว่า “ มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพแต่ทุกหนทุกแห่ง เขาต้องตกอยู่ในเครื่องพันธนาการ “ ความคิดของรุสโซ มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี 2332 อย่างมาก และได้พัฒนาเป็นทฤษฎีสังคมนิยม (Socialist theory)และมีส่วนสำคัญของการพัฒนาการทางแนวคิด โรแมนติก (Romanticism)


แนวคิดโดยย่อ


ปรัชญาของรุสโซ
รุสโซสอนให้คนกลับไปหาธรรมชาติ (Back to Nature) เป็นการยกย่องคุณค่าของคนว่าธรรมชาติของคนดีอยู่แล้วแต่สังคมทำให้เป็นคนเลว“ และ "เหตุผลมีประโยชน์แต่มิใช่คำตอบของชีวิต มนุษย์จึงควรต้องพึ่งความรู้สึก สัญชาตญาณและอารมณ์ของตนเองให้มากกว่าเหตุผล"

ทฤษฎีคนเถื่อนใจธรรม
รุสโซเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติหรือเป็นคนเถื่อนใจธรรม (Nobel Savage) เมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติ (เป็นสภาวะเดียวกับสัตว์ อื่นๆและเป็นสภาพที่มนุษย์อยู่มาก่อนที่จะมีการสร้างอารยธรรมและสังคม) แต่กลับถูกทำให้แปดเปื้อนโดยสังคม เขามองสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น และเชื่อว่าการพัฒนาของสังคมโดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพากันในสังคมเป็นสิ่งที่อันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
ความเรียงชื่อ "การบรรยายเกี่ยวกับศิลปะและวิทยาศาสตร์" (พ.ศ. 2293) ที่ได้รับรางวัลของเมือง ได้อธิบายว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์นั้น ไม่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ โดยรุสโซได้เสนอว่าพัฒนาการของความรู้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น แต่กลับทำลายเสรีภาพของปัจเจกชน กล่าวคือพัฒนาการเชิงวัตถุจะทำลายโอกาสของความเป็นเพื่อนที่จริงใจ โดยจะทำให้เกิดความอิจฉา ความกลัว และ ความระแวงสงสัย

การบรรยายว่าด้วยความไม่เสมอภาค
ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการทำลายของมนุษย์ตั้งแต่ในสมัยโบราณจนถึงสมัยใหม่ รุสโซ่เสนอว่ามนุษย์ ในยุคแรกสุดเป็นมนุษย์ครึ่งลิงซึ่งอยู่แยกจากกัน โดยมนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ตรงที่มนุษย์มีความต้องการอย่างอิสระ (Free will)และแสวงหาความสมบุรณ์แบบ ซึ่งมนุษย์ในยุคบุกเบิกจะมีความต้องการพื้นฐานเพื่อดูแลตนเอง ขณะที่เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์ระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นความรู้สึกห่วงหาอาทรและความสงสารจะเกิดขึ้นตามมาซึ่งเรียกว่าเป็นการปรับเปลี่ยนทางด้านจิตวิทยา กล่าวคือมีการให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของผู้อื่น โดยรุสโซเรียกความรู้สึกใหม่ี่ที่เกิดขึ้นว่า "จุดเริ่มต้นของการผลิบานของมนุษย์"

สาระของแนวคิด

รุสโซกล่าวว่า มนุษย์เกิดมาเสรีแต่ทุกหนทุกแห่งอยู่ในพันธนาการ "เป็นการตกผลึกทางความคิดของรุสโซ ที่ได้ก่อตัวขึ้นก่อนหน้านี้ และงานเขียนชิ้นสำคัญของรุสโซ ก่อน Social Contract คือ Discourse on the Origin and the Foundations of Inequality Among Men หรือเรียกว่า The Second Discourse ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาThe Second Discourse ก่อน
The Second Discourse เป็นบทความที่รุสโซ เขียนเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์ โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์และสัตว์ กล่าวคือมนุษย์ดำเนินชีวิตด้วยการเป็นผู้กระทำที่เสรี แต่สัตว์เลือกหรือปฏิเสธจากสัญชาตญาณ แต่มนุษย์กระทำด้วยเสรีภาพ ตัวอย่างเช่นการที่ธรรมชาติบังคับควบคุมสัตว์ทุกชนิดโดยสัตว์ทั้งหลายต้องเชื่อฟัง มนุษย์เองรู้สึกถึงแรงกระตุ้นดังกล่าวเช่นกัน แต่มนุษย์ตระหนักดีว่า ตัวเขาเองนั้นมีเสรีภาพที่จะ นิ่งเฉยหรือต่อต้าน(ธรรมชาติ) ในจิตสำนึกแห่งเสรีภาพนี้ จิตวิญญาณของเขาได้แสดงออกมาซึ่งเป็นการกระทำของ จิตวิญญาณอันบริสุทธ์ นอกจากนี้ มนุษย์ยังมีความสามารถในการทำตัวเองให้สมบูรณ์ (The faculty of self-perfection) อันเป็นคุณสมบัติของความสามารถที่พัฒนาคุณสมบัติอื่นๆทั้งหมดอย่างเป็นผลสำเร็จด้วยเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย โดยได้นำมาซึ่งการเบ่งบานของปัญญาความรู้และข้อผิดพลาด ความชั่วและคุณธรรมความดี และจากคุณสมบัตินี้ในระยะยาวเป็นตัวทำให้เขาเป็นทรราชย์
คนป่า (Savage man)โดยธรรมชาติ ย่อมเริ่มต้นจากการกระทำแบบสัตว์แท้ๆ ที่กระทำตามสัญชาตญาณ หรือชดเชยสัญชาตญาณที่เขาไม่มีด้วยคุณสมบัติที่ทดแทนกันได้ตั้งแต่แรก และจากนั้นก็ยกระดับให้อยู่เหนือธรรมชาติ การรับรู้และความรู้สึก คือสภาวะแรกซึ่งมีร่วมกับสัตว์ทั้งมวลเจตจำนงมุ่งมั่นหรือไม่ ปรารถนาหรือกลัว ซึ่งก็คือการกระทำอย่างแรกและเหนืออื่นใดของจิตของเขาจนกระทั่งเงื่อนไขใหม่ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการใหม่ในตัวของมันเอง
การตีความสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ รุสโซจินตนาการสภาวะธรรมชาติหรือสภาวะแรกเริ่มของมนุษย์ว่า มนุษย์อยู่กันอย่างอิสระจากกันและกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆระหว่างกัน มิได้ต้องพึ่งพากันและกันไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดๆที่มนุษย์จะต้องมีปฏิ สัมพันธ์กัน เพื่อการอยู่รอด มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตของตัวเอง ไปได้ สาเหตุที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตได้ดดยลำพังก็เพราะมนุษย์สามารถตอบสนองความ ต้องการของตัวเองได้ และสาเหตุที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตโดยลำพังก็เพราะความต้องการของมนุษย์ใน สภาวะแรกเริ่มนั้น มีไม่มากนักและไม่สลับซับซ้อน เพราะรุสโซเชื่อว่า ความต้องการของมนุษย์ในสภาวะแรกเริ่มจะจำกัดอยู่เพียงความต้องการทางชีวภาพ เท่านั้น นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยดูจากลักษณะของฟันและอวัยวะร่างกายของมนุษย์ที่ไม่เอื้อในการล่าสัตว์ และไม่กินเนื้อสัตว์ ด้วยเหตุที่สภาพธรรมชาติของโลก ในระยะแรกเริ่ม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร ทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีปฏิ สัมพันธ์กัน เพราะรุสโซ เชื่อว่า เมื่อมนุษย์แต่ละคนสามารถตอบสนองความต้องการของตัว เองอย่างพอเพียงแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น

รุสโซเชื่อว่าในสภาวะแรกเริ่มหรือสภาวะธรรมชาติความต้องการทางเพศของมนุษย์เกิดจากแรงขับทางชีวภาพ และมีระยะเวลาที่แน่นอนจำกัด ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวเมื่อมนุษย์ต่างเพศมาพบเจอกันต่างก็จำต้องสนองตอบความต้องการทางเพศของกันและกัน และเมื่อเพียงพอแล้วต่างก็แยกย้ายจากกันไปดำเนินชีวิตอย่างอิสระตามปกติเหมือนเดิมในสภาวะธรรมชาติต่อไป มิต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์ไม่จำเป็นต้องสะสมอาหารหรือของบริโภคใดๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของคู่นอนที่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน เขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องหวงแหนริษยาหรือมุ่งมั่นที่จะได้หรือรักษาคู่นอนของเขา หรือแย่งชิงคู่นอนของคนอื่นมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
ด้วยเหตุนี้ชีวิตมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึงเรียบง่ายไม่มีความขัดแย้งต่อกัน แต่กระนั้นมนุษย์ก็ยังดำเนินชีวิตอันดิบเถื่อนไร้อารยธรรมไม่แตกต่างจากสัตว์ รุสโซ ขนานนามว่า เป็น “ คนป่าผู้ทรงเกียรติ “ (noble savage) คือเป็นคนป่าเถื่อน เนื่องจากเขาดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์ นอนกับดินกินกับทราย และเป็นผู้ทรงเกียรติ เพราะมีจิตใจดีบริสุทธ์ ไม่มีกิเลสตัณหา ไม่มีความต้องการอันไม่เคยพอ ไม่มีความอิจฉาริษยามุ่งร้ายต่อกัน ดังนั้นมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึงดำเนินชีวิตเยี่ยงคนป่าผู้ทรงเกียรติ และเป็นเสรีชนที่มีอิสรภาพและความเสมอภาคอย่างเต็มที่ในเงื่อนไขที่แต่ละคนไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆต่อกัน

อิสรเสรีของมนุษย์ผู้หญิงในสภาวะธรรมชาติ

รุสโซอธิบายว่าธรรมชาติได้สร้างมนุษย์เพศหญิงให้สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์ผู้ชาย อีกทั้งยังตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชายอีกด้วย ดังนั้นผู้หญิงในสภาวะธรรมชาตินั้นมีความอดทนและมีความสามารถดูแลตัวเองได้โดยลำพัง หลังจากนั้นนางจะเลี้ยงดูบุตรไปอีกระยะหนึ่งและจะดูแลเด็กอีกไม่นานเพราะเด็กสามารถดูแลตัวเองได้เร็วกว่าเด็กที่เติบโตมาจากสังคมที่เจริญแล้ว ในที่สุดเด็กก็จะจากแม่ไปเองมีชีวิตอิสระตามลำพังด้วยตัวเอง แม้ว่าถ้ามีโอกาสได้พบเจอลูกผู้ให้กำเนิด นางก็ไม่สามารถจำกันแลกันได้เป็นเหมือนคนแปลกหน้า

อารมณ์ความรู้สึกกับการกำเนิดชีวิตครอบครัว

รุสโซเชื่อว่าการเกิดขึ้นของครอบครัวมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของความบังเอิญ และอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลสำคัญอื่นใดแฝงไว้ โดยบรรยายไว้ว่าในช่วงฤดูสืบพันธ์ของมนุษย์อาจมีบางครั้งบางคราวที่มนุษย์ เพศชายและหญิงจำเป็นต้องอยู่ด้วยกันนานกว่าปกติ ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่หวานชื่นที่สุดต่อกันและกันทำให้ทั้งสองมีความรู้สึกว่าการอยู่ร่วมกันนั้น ให้ความอบอุ่นและความรู้สึกที่ดีที่ผูกพันกว่าการแยกจากกันไปเฉยๆ ดังนั้นเขาทั้งสองจึงเลือกที่จะอยู่ด้วยกันต่อไป จึงเกิดเป็นครอบครัวของมนุษย์

ในความคิดของรุสโซนั้นเกิดจากความบังเอิญและเสรีภาพในการที่จะเลือกทำเช่นนั้น อันเป็นการกระทำที่เสรี ซึ่งได้เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติของมนุษย์ตามที่ได้เกิดมา คือเขาทั้งสองนั้นมิได้มีอิสรเสรีสมบูรณ์เหมือนดังเดิม กลับมีความรู้สึกผูกพันต่อกันและกัน ซึ่งถือว่าเป็นบ่อเกิดแห่งพันธนาการของมนุษย์ซึ่งความผูกพัน ดังกล่าว ทำให้มนุษย์อ่อนแอลง เพราะมนุษย์มีห่วงใยกังวล ไม่สามารถตัดสินใจดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระโดยลำพัง เหมือนเช่นเดิม เมื่ออิสรเสรีภาพของมนุษย์สุญหายลดทอนลง แต่เขาได้มาซึ่งความสุข ความอบอุ่น และความผูกพันทางอารมณ์และจิตใจ จากเริ่มต้นที่เป็น “มนุษย์เกิดมาเสรีแต่บัดนี้ เขาเริ่มเข้าสู่ พันธนาการ” จาก การตัดสินใจโดยเสรีที่เลือกมาอยู่ร่วมกัน จึงได้เกิดการแบ่งงานกันทำอันเป็นผลมาจากพันธนาการ ของกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์พัฒนาความเป็นอยู่ของตนมีเวลาคิดสร้าง สรรค์สิ่งต่างๆ นับว่าเป็นก้าวแรกของการพัฒนาไปสู่การมีอารยธรรมของมนุษยชาติ จากสภาพคนป่าที่ดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์ พัฒนาเป้นการอยู่กินเป็นครอบครัว แต่กระนั้น เค้าลางของการสูญเสียการเป็น ผู้ทรงเกียรติ” ก็ เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเกิดจากความหวงแหนคู่ของตน และอารมณ์ความรู้สึกทางจิตใจอื่นๆที่ตามมาเขาไม่ สามารถรู้สึกผูกพันคู่นอนเพียงเท่าที่เขาผูกพันกับผลไม้ที่เขากินได้อีกต่อไปได้แล้ว และอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวนี้ ที่รุสโซ เรียกว่า “ Sweetest Sentiment”

กำเนิดสังคม

รุสโซอธิบายการกำเนิดสังคมว่ามีสาเหตุมาจากการเกิดและการขยายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและการปฏิ สัมพันธ์ระหว่างครอบครัวก็บังเกิดขึ้น รุสโซ ชี้ถึงปัจจัยสำคัญคือ พัฒนาการทางเศรษฐกิจ และความ รักแบบโรแมนติก เขาเน้นถึงบทบาทสำคัญของเศรษฐกิจที่มีต่อการก่อตัวของสังคมเมือง (civil –Society) ดังที่กล่าวไว้ว่าคน แรกที่กั้นรั้วแผ่นดินคือผู้เริ่มสังคมเมืองที่แท้จริง” การคิดค้นการเกษตรกรรมที่นำไปสู่การสร้าง กฎ กติกา เพื่อความยุติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก และในที่สุดแล้ว ด้วยการแนะนำของผู้มั่งคั่ง (the rich) ก็จะนำไปสู่การสถาปนาการเมืองการปกครองขึ้นมาหมายความว่าการเกิดการปกครองขึ้นมานั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าปราศจาก เงื่อนไขของการเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวในที่ดิน มาก่อนหน้า และแท้ที่จริงแล้ว พัฒนาการการเกษตรที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลพวงมาจากการเกิดครอบครัวก่อนหน้านี้ แต่กระนั้น ก็เสนอด้วยว่า “เศรษฐกิจการเกษตรในตัวของมันเอง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองพัฒนาการของความ ต้องการทางเพศ (erotic developments) เรื่อง เพศ (sexuality) คือสะพานนำไปสู่การเมือง โดยมีนัยของการเปลี่ยนแปลงเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษย์เป็นปัจจัย เงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งในการกำเนิดสังคมการเมือง รุสโซ อธิบาย ความขัดแย้ง ความไร้ระเบียบ (disorder) ที่อุบัติขึ้นเมื่อสังคมได้ถือกำเนิดไว้ดังนี้คือความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อสภาวะของมนุษย์ในสังคมไม่เอื้ออำนวย หรือไม่เหมาะสมกับพวกเขา ความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันว่า เป็นศัตรูที่แข่งขันกับพวกเขา เพื่อความโดดเด่นหรือเพื่อความเหนือกว่า หรือเพื่อสิ่งที่พึงปรารถนา และสุดท้ายความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ภายในปัจเจก-บุคคล เมื่อจิตใจของเขาตกอยู่ภายใต้พันธนาการของกิเลสตัณหาอันไม่มีขีดจำกัด อารยธรรมหรือความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการนี้ทำให้ศีลธรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์เสื่อมทรามลงเสียมากกว่าที่จะทำให้ดีขึ้น เมื่อมนุษย์ตกเป็นทาสของศิลปะวิทยาการ เสรีภาพที่เคยมีและเป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ก็ได้สูญหายไป
ด้วยเหตุนี้เองที่รุสโซ ได้กล่าวขึ้นต้นใน The Social Contract ไว้ว่า “ มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเขาอยู่ในพันธนาการ ใครที่คิดว่าตนเป็นนายคนอื่น ย่อมไม่วายจะกลับเป็นเสียทาสยิ่งกว่า" ความผันแปรเช่นนี้เกิด ขึ้นได้อย่างไรไม่ทราบ อะไรเล่าที่จะพึงทำให้ความผันแปรนั้นกลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฏหมาย ข้อนี้คิดว่าจะตอบปัญหาได้เพราะในสภาวะสังคมมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดระเบียบเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่โดยไม่เหยียบหัว แย่งชิง หลอกลวง ทรยศ และทำลายซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคมเขาเสนอให้มีการสร้าง หรือการจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นมา นั่นคือเราจะทำอย่างไรที่จะหารูปแบบของการอยู่ร่วมกันที่ สามารถปกป้องบุคคล และสิ่งที่พึงปรารถนาของสมาชิกแต่ละคนในสังคม โดยการร่วมพลังของทุกคน และเป็นรูปแบบการอยู่ร่วมกันที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคน แม้ว่าจะรวมตัวเข้ากันกับคนอื่น แต่ก็มิได้ต้อง เชื่อฟังใคร นอกจากตัวเขาเอง และยังคงมีอิสรเสรีเหมือนแต่ก่อน คำตอบนั้นคือ “สัญญาประชาคม “ (Social Contract ) คือคำตอบสำหรับการหลุดจากสภาวะอันไม่อำนวยต่อการดำรงชีวิตความเป็นมนุษย์มาทำสัญญาร่วมกัน หมายถึงการยอมเสียเสรีภาพตามธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของ เขาเพื่อแลกกับเสรีภาพทางสังคมการเมือง รุสโซ กล่าวว่า แก่นของสัญญาประชาคม คือการที่พวกเราแต่ละคนยอมสละตัวเอง และอำนาจหน้าที่ ที่เขามีอยู่ทั้งหมดให้กับส่วนรวม ภายใต้การนำสูงสุดของ“ เจตจำนงร่วม “ และ ในฐานะองค์รวม เราได้รวมสมาชิกทุกคนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทั้ง หมดที่แบ่งแยกไม่ได้ อันประกอบด้วยจำนวนสมาชิกที่มีจำนวนเท่ากับผู้ออกเสียงในที่ประชุมซึ่งทำให้ องค์รวม ดังกล่าวมีชีวิต มีเจตจำนง มีตัวตน และมีเอกภาพ ของตัวเองขึ้นมา องค์รวมทางการเมืองหรือ บุคคลสาธารณะที่ก่อตัวขึ้นนี้ คือสังคมเมือง หรือสาธารณรัฐ และในสถานะที่เป็นผู้ถูกกระทำซึ่งเรียกว่ารัฐ แต่ถ้าอยู่ในสถานะ ผู้ถูกกระทำ เรียกว่า องค์อธิปัตย์ (the sovereign) และเมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างองค์อธิปัต ย์ด้วยกัน เราเรียกว่า อำนาจ (power)และสำหรับผู้ที่เข้าร่วมอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ เรียกว่า“ ประชาชน “ และเรียกว่า “ พลเมือง “ ตราบเท่าที่พวกเขามีส่วนร่วมในอำนาจอธิปไตย และเรียกพวกเขาว่า“ ราษฎร “ ตราบเท่าที่พวกเขาอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐ

รุสโซกับโลกปัจจุบัน

ในเรื่องมิติแห่งเวลารุสโซ ไม่เชื่อว่าสังคมจะสามารถย้อนเวลากลับไปสู่สภาวะอันเปล่าเปลือยเหมือนเช่นตอนแรกเริ่มได้อีกและที่สำคัญรุสโซเชื่อในความสามารถในการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ 


ดังนั้นเส้นทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ย่อมต้องเดินหน้าต่อไปมากกว่าที่จะถอยหลังมนุษย์และเจตจำนงเสรีในตัวเขาย่อมจะช่วยให้เขาก้าวเดินต่อไป และ รุสโซ เชื่อว่า มนุษย์สามารถคิดค้นและออกแบบสร้างสรรค์ “ เจตจำนงทั่วไป “ อันเป็นสิ่งประดิษฐ์ในการสร้างระเบียบใหม่ให้กับสังคมที่ไร้ระเบียบที่มิได้เป็นผลผลิตของธรรมชาติที่มีระเบียบของมันเอง ที่ครั้งหนึ่งมนุษย์อาจเคยอยู่กับมันมานานแล้ว และไม่มีวันที่จะหวนกลับคืนไปได้จะทำได้เพียงแค่จินตนาการ

แนวคิดที่สำคัญของรุสโซ

1.มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพถ้าไม่มีสรีภาพก็ไม่ใช่มนุษย์
2.ความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ อำนาจย่อมไม่ก่อให้เกิดธรรม เว้นแต่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจโดยความชอบธรรมเท่า นั้น ต้องใช้อำนาจด้วยความยุติธรรมถึงจะมีความชอบธรรม
3.การ เป็นทาส ผู้ใดยอมรับความเป็นทาส ผู้นั้นเห็นว่าทาสไม่ใช่มนุษย์ เพราะทาสไม่มีเสรีภาพ แนวคิดนี้ของรุสโซ แตกต่างกับ โทมัส ฮ๊อบส์ กล่าวว่า สันติภาพ หรือความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น แต่รุสโซ กล่าวว่าสันติภาพ และความปลอดภัยอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอจะต้องมีเสรีภาพด้วย เหมือนในคุก มีสันติภาพแต่ไม่มีเสรึภาพจึงไม่มีใครอยากอยู่ในคุก
4.สัญญาประชาคม รุสโซ เสนอให้ประชาชนทำสัญญาประชาคมร่วมกัน เรียกว่า สัญญาประชาคม (Social Contract) เพื่อสร้างประชาคมการเมืองขึ้น
5.ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ประชุมร่วมกันในฐานะ ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยเพื่อทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย
6.ประชาชนทำหน้าที่เป็น พลเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
7.เจตจำนงทั่วไป ในฐานะผู้ทรงอำนาจอธิปไตย ประชาชนต้องบัญญัติกฎหมายให้ตอบสนอง เจตจำนงทั่วไป ของประชาชน
8.การ เลือกผู้แทนราษฎร รุสโซ เห็นว่า การเลือกผู้แทนราษฎร คือจุดเริ่มต้นของอวสานแห่งเสรีภาพของเสรีชน รุสโซ เห็นว่า ประชาชนไม่ควรมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ใครทั้งสิ้น แนวคิดรุสโซ เป็นแนวคิดการปกครองแบบตรง ที่ประชาชนปกครองประเทศโดยตรง แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมี ประชากรเป็นจำนวนมาก และในลกปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยโดย ตัวแทน ทั้งหมด

ข้อความที่ว่า “ มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งอยู่ในพันธนาการ “ นั่นคือการตก ผลึกทางความคิด
รุสโซ ก่อนหน้างานเขียนชิ้นสำคัญ ก่อน “ Social Contract “ ก็คือ “ The Second Discourse “
จากเริ่มต้นที่ มนุษย์เกิดมาเสรี มีอิสรเสรีภาพ ภายใต้สภาวะธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึง
เรียบ ง่าย ไม่มีความขัดแย้ง แต่เมื่อมนุษย์ตัดสินใจโดยเสรี ไม่มีใครมาบังคับ และเลือกที่จะอยู่ร่วมกันเป็นคู่หลายๆ คู่ก็เป็นสังคมจนกลายเป็นรัฐ มีการแบ่งงานกันทำ อันเป็นผลมาจากการที่มี พันธนาการต่อกันและกัน ซึ่งเป้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ พัฒนาความเป็นอยู่ของตัวเอง มีเวลาสร้างสรรค์คสิ่งต่างๆ นั่นคือก้าวแรกของการ พัฒนาไปสู่การมีอารยธรรมของมนุษยชาตินั่นเอง

แนวคิดที่นำมาประยุกต์ใช้หรือนำมาใช้ในการพัฒนาการเมืองการปกครอง ของไทย

ความจริงที่ว่ารุสโซคือต้นแบบประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันตามที่นักวิชาการ นักการเมืองบางท่านได้กล่าวอ้างขึ้นมาเพื่อรองรับความชอบธรรมทางการเมืองของตนเอง การที่รัฐบาลซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศทำหน้าที่ในการบริหารราชการของประเทศนั้นย่อมมีอำนาจในการ ปกครองประเทศโดยสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลควรจะปล่อยให้ภาคประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพ ในการที่จะแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างเสรี ที่จะเห็นด้วย สนับสนุน หรือต่อต้าน คัดค้าน การทำหน้าที่บริหารของรัฐบาล แต่ภาคประชาชน ต้องกระทำภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งได้มีบทบัญญัติไว้หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่มีแค่ บริหารบ้านเมือง ใช้งบประมาณแผ่นดิน และบังคับใช้กฎหมายเท่านั้นแต่ รัฐบาลจะต้องมีหน้าที่ส่งเสริม สนันสนุน เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นในทางการเมืองของ ภาคประชาชนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง พร้อมไปกับพรรคการเมือง ซึ่งมีหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจทางด้านการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วแต่รัฐบาลจะ ต้องคอยดูแล คอยกำกับ คอยปกกัน ภาคประชาชนไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตที่กำหนด ไว้ภายใต้กฎหมายโดยไม่ให้ไปกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือความมั่นคงของประเทศตัวอย่างเช่น

กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 นับว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการใช้สิทธิเสรีภาพของภาคประชาชนที่เกินขอบเขต ถ้ารัฐบาลไม่ยอมตัดสินใจทำอะไรหรือมีมาตรการอะไรที่จะดำเนินการกับภาคประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพที่เกินขอบเขตที่กำหนดไว้ภายใต้กฎหมาย เช่นนี้ ถือว่ารัฐบาลส่งเสริมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย สังคม ประเทศชาติจะวุ่นวาย กระทบกระเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค ทั้งๆที่เป็นเหตุการณ์ภายในประเทศไทย แต่การปิดสนามบินแห่งชาติแห่ง ได้ส่งผลกระทบถึงประเทศอื่นในภุมิภาคอาเซี่ยน ในที่สุดรัฐบาลก็จะเสื่อมอำนาจ และหมดอำนาจไปในที่สุดเพราะบริหารประเทศต่อไปไม่ได้ ไม่มีคน คนเชื่อฟัง ทำตามคำสั่งของรัฐบาล ทำให้เกิด “ อนาธิปไตย “ ขึ้นได้
*ฉะนั้นการบริหารปกครองบ้านเมืองของรัฐบาลจำเป็นต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วนเพื่อความสงบสุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ แต่ต้องทำอย่างเหมาะสมและเท่าที่จำเป็นจริงๆ หากรัฐบาลนิ่งเฉยปล่อยให้กลุ่มคนมีเสรีภาพมากจนเกินขอบเขตไปจนไม่สามารถควบคุมได้ อาจเป็นสาเหตุลุกลามใหญ่โต เกินแก้ไขได้ เกิดความวุ่นวายทุกหนแห่ง จนกลายเป็นเกิดการจลาจลและถึงขั้นกลายเป็น “ สงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน


http://phatrasamon.blogspot.com/2009/03/jean-jacques-rousseau_14.html  บทความคัดลอก

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เหมา เจ๋อ ตุง


(Mao Tse-tung 1893 – 1976) 

เหมา เจ๋อ ตง หรือ เหมา เจ๋อ ตุง เกิดที่มณฑลหูหนาน จบการศึกษาจากวิทยาลัยฝึกหัดครู ก่อนจะเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน หลังจากถูกปราบปรามโดยนายพลเจียงไคเชก เหมาได้ขึ้นมาเป็นประธานของคณะโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ภายใต้การปกครองของเหมาเจ๋อตุง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนได้ชนะสงครามกลางเมืองจีน และปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เหมาเจ๋อตุงได้ประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

เหมาได้นำประเทศเข้าเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต ก่อนจะแยกตัวมาภายหลัง เขายังเป็นผู้นำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม

เหมาได้รับการยกย่องให้รวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ใต้อิทธิพลของต่างชาติตั้งแต่สงครามฝิ่น ในประเทศเขาถูกเรียกว่า ประธานเหมา (Chairman Mao) แต่เขาปกครองประเทศจีน และก็มีป้ายปรากฏคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นครั้งสุดท้ายที่เหมาจะขอความคิดเห็นกับประชาชนจีน ไม่ช้าหลังจากนั้นเขาก็กำจัดคนที่ออกมาพูดอย่างอำมหิต คนหลายแสนคนถูกระบุว่าเป็นพลเรือนฝ่ายขวา และถูกไล่ออกจากงานคน หลายหมื่นคนถูกส่งเข้าคุก แต่เหมาไม่สนใจอีกต่อไป เขาแวดล้อมด้วยลูกขุนพลอยพยักและมีอิสระที่จะดำเนินตามความคิด ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะคาดเดาปลายทางได้

เหมารวมพลคนใจเดียวกัน ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนใน ค.ศ.1921 และปีเดียวกัน เขาเป็นแกนนำหยุดงานประท้วงของคนงานเหมืองแร่ที่อันหยวน เขียนหนังสือ “พลังปฏิวัติเบ่งบานออกมาจากปากกระบอกปืน” แล้วก่อตั้งกองทัพแดงกรรมกรและชาวนา ตามด้วยกองทัพปลดแอกประชาชน ปฏิบัติการ “ป่าล้อมเมือง” จนมีชัยเหนือเจียงไคเชก

เหมาเจ๋อตุง กุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เขาสถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ดำรงตำแหน่งประธานสาธารณรัฐจนถึง ค.ศ.1969

หลักการของเหมาเจ๋อตุง 
หลักการของเหมาเจ๋อตุงนั้นเน้นการใช้อำนาจเด็ดขาด หรือวิธีการเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ เหมาเจ๋อตุงเห็นว่าอำนาจนั้นจะได้มาก็ด้วยการปฏิวัติ ดังคำกล่าวว่า “อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” กล่าวคือ “หลักการของเราคือ พรรคบัญชาปืน จะยอมให้ปืนมาบัญชาพรรคไม่ได้เป็นอันขาด แต่เป็นความจริงที่เมื่อมีปืนแล้ว ก็สามารถสร้างพรรคขึ้นมาได้” เหมาเจ๋อตุงย้ำว่า การปฏิวัติเป็นการต่อสู้โดยไม่ต้องคำนึงหรือนำพาต่อคำคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น

จุดมุ่งหมายของเหมาเจ๋อตุง
  1. ในด้านเศรษฐกิจ เหมาเจ๋อตุงเน้นความสำคัญ หรือความทุกข์ร้อนของชาวไร่ ชาวนามากยิ่งกว่าความทุกข์ร้อนของชนชั้นกรรมาชีพ ฉะนั้น เหมาเจ๋อตุงจึงมุ่งการปฏิวัติเพื่อชนบทโดยใช้กลยุทธ “ป่าล้อมเมือง” และใช้ระบบคอมมูน ซึ่งเป็นเขตการเกษตรกรรม อันประกอบด้วยกองผลิตเล็ก และกองผลิตใหญ่
     
  2. เหมาเจ๋อตุงมีความปรารถนาอย่างแน่วแน่ และจริงจัง ในการวางรากฐานของระบบคอมมิวนิสต์ในเอเชีย โดยใช้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นศูนย์กลาง เพื่อเผยแพร่อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ให้บรรลุเป้าหมาย ฉะนั้น คอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ได้ยึดถือแนวความคิดของเหมาเจ๋อตุงเป็นหลักการในการดำเนินการที่เรียกว่า “ลัทธิเหมา” (Maoism)

    เหมาเจ๋อตุงได้เรียกวิธีการของตนว่า “ประชาธิปไตยแผนใหม่” ซึ่งเน้นความสำคัญในการรวมกลุ่มชาวไร่ ชาวนา กรรมกร ปัญญาชน และนายทุน เข้ามาเป็นแกนกลางของคอมมิวนิสต์ เพื่อสนับสนุนการปฏิวัติ
     
  3. เหมาเจ๋อตุงให้ความสำคัญของการต่อสู้ด้วยการใช้กำลังพลและอาวุธ โดยแสดงออกในรูปของสงครามปลดปล่อย ซึ่งมีทหารป่า และกองโจรติดอาวุธเป็นหัวหอกในการขยายอิทธิพล สำหรับกลยุทธที่ทหารป่า และกองโจรดำเนินการนั้นใช้หลัก “มึงมา ข้ามุด มึงหยุด ข้าแหย่ มึงแย่ ข้าตี มึงหนี ข้าตาม”
นอกจากนั้น เหมาเจ๋อตุงได้ใช้ตำราพิชัยสงครามของ “ซุ่นจื่อ” 3 ประการ กล่าวคือ
  1. ต้องเอาชนะจิตใจประชาชน คือการแย่งชิงปวงชน
  2. ต้องเอาชนะเพื่อให้ได้มาซึ่งเสบียงอาหาร
  3. ต้องพิชิตป้อมปราการของศัตรูให้จงได้
เหมาเจ๋อตุงได้อธิบายหลักพิชัยสงครามนี้ โดยได้อุปมาอุปไมยว่า “ทหารเปรียบเสมือนปลา ประชาชนเปรียบเสมือนน้ำ ถ้าปลาขาดน้ำก็จะตายฉันใด ถ้าทหารอยู่ห่างไกลจากประชาชน ก็จะตายฉันนั้น”

ปรัชญาการเมือง 
หัวใจของปรัชญาทางการเมืองของเหมาเจ๋อตุง คือ “มวลชนสู่มวลชน ” หมายถึง นโยบายของพรรคต้องเริ่มต้นจากมวลชนโดยตรงโดยวิธีการดังนี้
  1. รวบรวมความคิดเห็นของมวลชนที่กระจายไม่เป็นระเบียบ
  2. ศึกษาความคิดเห็นที่ได้รวบรวมและเสนอผู้บังคับบัญชา
  3. ผู้บังคับบัญชาให้คำแนะนำและส่งคืนสู่ประชาชน
  4. เมื่อมวลชนยอมรับ ก็คือนโยบาย
ลัทธิมาร์กซิสตามทรรศนะของเหมาเจ๋อตุงพิจารณาถึงอดีต เพื่อเป็นแนวทาง ในการประยุกต์เพื่อปัจจุบัน และยังเชื่ออีกว่าในขณะที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปเรื่อยการเมืองต้องมีอำนาจบังคับบัญชาทุกอย่างได้

ความขัดแย้งในความคิดของ เหมาเจ๋อตุงมี 2 ประเภท คือ 
1. ความคิดที่ขัดแย้งเกี่ยวกับตนเอง และศัตรู
2. ความขัดแย้งที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
  1. ระหว่างอุตสาหกรรมหนักกับการเกษตรกรรม
  2. ระหว่างอำนาจส่วนกลางกับท้องถิ่น
  3. ระหว่างในเมืองกับชนบท
  4. ระหว่างชนกลุ่มน้อยในชาติกับประชาชนชาวฮั่น ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ
การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ความมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างระบบรวมอำนาจทางเศรษฐกิจของชนชั้นกรรมาชีพ และปัจเจกนิยมชนชั้นกระฏุมพี ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม”

ทฤษฎีการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง 
ระดับพัฒนาการของทุนนิยมในจีนในยุคของเหมาเจ๋อตุงนั้นไม่ได้เป็นสังคมทุนนิยมตามความหมายในลัทธิมาร์กซ์ แต่เป็นสังคมที่เหมาเจ๋อตุงเรียกว่า “กึ่งศักดินา กึ่งอาณานิคม” ดังนั้น ในเมื่อลัทธิมาร์กซ์มิได้ผูกขาดขบวนการปฏิวัติเพื่อสังคมนิยมไว้กับวิธีการปฏิวัติอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ หากเป็นลัทธิที่เปิดกว้างให้กับการนำเอากลวิธีใดก็ได้มาใช้ หากกลวิธีดังกล่าวสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้ เหมาเจ๋อตุงจึงได้พยายามศึกษาคิดค้นแนวทางดำเนินการ และกลวิธีในการทำสงครามปฏิวัติที่เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการณ์ตามความเป็นจริงที่ปรากฏในจีนขณะนั้น

ในเมื่อพัฒนาการของสังคมจีนมีรากฐานทางเศรษฐกิจ (โครงสร้างขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ) ที่แตกต่างมากจากสังคมทุนนิยมของยุโรปตะวันตก การเน้นบทบาทของปัจจัยด้านอัตวิสัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามแนวทฤษฏีการปฏิวัติของลัทธิมาร์กซ์ ซึ่งการเน้นบทบาท และความสำคัญของปัจจัยอัตวิสัยในการทำการปฏิวัติของจีนเป็นที่ประจักชัดจากการที่เหมาเจ๋อตุง ได้ชี้ให้เห็นว่าไม่มีการขัดกันระหว่างลัทธิจิตสำนึก (voluntarism) กับลัทธิวัตถุกำหนด (economic determinism) โดย เหมาเจ๋อตุง ยอมรับว่าวัตถุเป็นเครื่องกำหนดระบบความคิดและความคงอยู่ของสังคม และความสำนึกของบุคคลในสังคม แต่ขณะเดียวกันเขาเห็นว่าอำนาจของความสำนึกอาจเปลี่ยนสภาพวัตถุได้เหมือนกัน

พลังของจิตสำนึก (ปัจจัยอัตวิสัย) ซึ่งตามลัทธิมาร์กซ์ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างส่วนบน (superstructure) จะสามารถก่อความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ก็ต่อเมื่อมีความสัมพันธ์และสัมผัสโดยตรงกับสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจการเมืองที่ปรากฏในแต่ละห้วงเวลาของประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความคิดของเหมาเกี่ยวกับการปฏิวัติจึงได้เน้นให้ความสำคัญแก่ชาวนามากกว่ากรรมกรในการทำการปฏิวัติ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเหมาปฏิเสธลัทธิมาร์กซ์เกี่ยวกับความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพในการปฏิวัติ แต่เป็นเพราะจีนในยุคของเหมา ไม่มีจำนวนกรรมกรที่เป็นชนชั้นกรรมาชีพเพียงพอที่จะทำการปฏิวัติ และข้อสำคัญที่สุดคือ การที่เหมาได้มอบบทบาทหลักในการทำปฏิวัติจีนให้แก่ชนชั้นชาวนาหาไม่ได้มีความหมายว่าเหมาเจ๋อตุงได้เปลี่ยนหลักการขั้นพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์ - เลนิน ทั้งนี้เหมาได้เน้นอีกด้วยว่าถึงแม้การปฏิวัติของจีนโดยเนื้อหาแล้วจะเป็นการปฏิวัติของชาวนา แต่การปฏิวัติดังกล่าวจำต้องนำโดยฝ่ายกรรมาชีพ หรืออีกนัยหนึ่งต้องเป็นการปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์

ลักษณะเด่นอีกด้านหนึ่งของแนวความคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุงที่มีลักษณะจำเพาะต่างจากลัทธิมาร์กซ์ - เลนิน (แต่ยังคงรักษาเนื้อหาและหลักการเดิมไว้) คือ การเปลี่ยนความคิดเดิมของลัทธิเลนินที่ว่าเส้นทางไปสู่ชัยชนะของการปฏิวัติมีจุดศูนย์กลางที่การลุกฮือในเมืองโดยเหมาเจ๋อตุงได้เปลี่ยนรูปแบบของการปฏิวัติโซเวียตจากเมืองสู่ชนบทเป็นชนบทสู่เมือง โดยเน้นลักษณะการทำสงครามปฏิวัติที่ยืดเยื้อมีชนบทเป็นที่ตั้งของศูนย์อำนาจปฏิวัติ นอกจากนั้นโดยที่จีนยุคปฏิวัติตกอยู่ภายใต้การรุกรานและยึดครองของญี่ปุ่นจึงนับเป็นการเปิดโอกาสให้เหมาเจ๋อตุงทำการโยงปัญหาการปฏิวัติเข้าโดยตรงกับปัญหาความอยู่รอดของจีน ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากจนประสบชัยชนะในที่สุด

จะเห็นได้ว่าเหมาเจ๋อตุงนิยมใช้วิธีการรุนแรง ที่เรียกกันว่า “อำนาจต้องได้มาด้วยกระบอกปืน” และเหมาเจ๋อตุงมีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า ด้วยวิธีการใช้กำลังพลเข้าโจมตีอย่างหาญหัก และด้วยวิธีการอันฉับพลันทันใด คอมมิวนิสต์จะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด

ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เกิดขึ้นมาในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า สมัยนั้นผู้ใช้แรงงานยังได้รับค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ และสวัสดิการในด้านต่าง ๆก็ไม่สู้ดีนัก แต่ในปัจจุบันนี้ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก ทำให้สถานภาพและความเป็นอยู่ของคนงานโดยส่วนรวมดีขึ้น ฉะนั้นลัทธิคอมมิวนิสต์จึงอาจล้าสมัย และนอกจากนั้นปรากฏว่ายังไม่มีประเทศใดในโลกนี้ได้บรรลุความเป็นคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์แม้แต่ประเทศเดียว

สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์
  • แนวคิดในเรื่องสังคมนิยมเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเพลโต้เขียนเรื่อง อุตมรัฐ และ เซอร์ โธมัส มอร์เขียนเรื่อง ยูโทเปีย
  • ส่วนแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์เป็นแนวคิดที่เกิดจากแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ จุดประสงค์ คือ ต้องการทำลายแนวคิดแบบประชาธิปไตย ที่มีลักษณะเป็นเหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก จึงต้องการสร้างสังคมที่ปราศจากชนชั้น
สังคมนิยม 
แนวความคิดของลัทธิสังคมนิยมได้เกิดขึ้นก่อนคริสตศักราช กล่าวคือ เพลโตได้วาดมโนภาพไว้ว่า สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นของกลางเพื่อให้คนทุกชั้นได้บริโภค

วิวัฒนาการของสังคมนิยมได้เริ่มตั้งแต่การขยายตัวของอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยมในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และตอนต้นคริสตศตวรรษที่ 19 กล่าวคือผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกรซึ่งไม่มีทั้งความรู้ และทรัพย์สินได้รับความทุกข์ยาก และมีความยากจนข้นแค้นเป็นอย่างมาก นักสังคมนิยมจึงได้แสวงหาวิธีการที่จะสร้างสังคมใหม่ที่ปราศจากความอยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกัน นักคิดเหล่านี้เสนอแนะให้มนุษย์ช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยให้พิจารณาถึงผู้ยากจนเป็นกรณีพิเศษ

สังคมนิยมมี 2 แบบ คือ
  1. สังคมนิยมแบบอุดมคติ (Utopian Socialism)
  2. สังคมนิยมแบบประชาธิปไตย (Democratic Socialism)
คอมมิวนิสต์ 
คำว่า “คอมมิวนิสต์” (Communist) เริ่มมีขึ้นราวปี ค.ศ. 1834-1839 พวกสมาคมลับที่จะปฏิวัติฝรั่งเศสคิดขึ้น หมายถึง “การรวมกันของบรรดาทรัพย์สิน เป็นของกลางร่วมกันทั้งหมด” (Community of goods) โดยเห็นว่าความไม่เท่าเทียมกันของความสุขสมบูรณ์ และความยากจนของมนุษย์ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ต่างคนต่างเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน

คอมมิวนิสต์ เป็นลัทธิขบวนการปฏิวัติที่พยายามจะล้มล้างลัทธิทุนนิยม และจัดตั้งสังคมใหม่ โดยให้ถือว่าทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของส่วนรวม การดำเนินการเศรษฐกิจจะเป็นไปตามแผนการ และอยู่ในความควบคุมจัดการของส่วนรวม โดยแบ่งส่วนเฉลี่ยทรัพย์แก่ทุกคนตามหลักการที่ว่า “แต่ละคนทำงานตามความสามารถของตนแต่ละคนได้รับสิ่งที่ตนต้องการ”

จุดประสงค์หลักของคอมมิวนิสต์
  1. มุ่งก่อตั้งสังคมไร้ชนชั้น
  2. เครื่องมือการผลิตต้องกระจายไป
  3. การแลกเปลี่ยนทุกชนิดต้องเป็นของประชาคม
  4. รัฐซึ่งเป็นเครื่องมือกดขี่ประชาชนจะต้องสลายไป
  5. ถ้ายังไปไม่ถึงอุดมการณ์นั้น ให้เรียกว่า “สังคมนิยม” หรือ “เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ”
หลักคอมมิวนิสต์ 
คือ แต่ละคนทำงานตามความสามารถของเขา และรับปันผลผลิตจากสังคมนิยมตามความจำเป็นของเขา

จุดแข็งของคอมมิวนิสต์ 
คือ การดึงปัญญาชนเข้ามามีบทบาท แล้วถ่ายทอดสู่ชนชั้นแรงงานระดับล่าง ความจริงแล้วลัทธินี้ก็คือ กลุ่มแนวคิดที่เข้ามาแทนที่ช่องว่างอันเกิดมาจากการสลายตัวขององค์กรทางศาสนานั่นเอง

ความเหมือน และความแตกต่างระหว่างสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ 
ความเหมือน 
ประชาคม หรือรัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่ยังไม่มีผู้ใดค้นพบวิธีที่จะให้ประชาคมเข้าทำการควบคุม จึงต้องมีรัฐไว้เพื่อทำหน้าที่บริการแทนไปก่อน
ความแตกต่าง
สังคมนิยมถือว่าพวกเขาสามารถก่อตั้ง และดำรงระบบของพวกตนเอาไว้ด้วยวิถีประชาธิปไตย ซึ่งคอมมิวนิสต์ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ และกล่าวหาสังคมนิยมว่าเป็นพวกประนีประนอมกับนายทุน
บรรณานุกรม
  • ทวีป วรดิลก. เหมาเจ๋อตง ฮ่องเต้นักปฏิวัติ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545.
  • ทอม บอตโตมอร์. พัฒนาการศาสตร์มาร์กซิสม์ ว่าด้วยสังคมวิทยา. กรุงเทพฯ: หจก.เจริญวิทย์การพิมพ์, 2529.
  • สัญชัย สุวังบุตร. ประวัติศาสตร์โซเวียดสมัยเลนิน ค.ศ.1917-1924. กรุงเทพฯ: ศักดิโสภา, 2545.
  • สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. เอกสารการสอนชุดวิชาปรัชญาการเมือง. พิมพ์ครั้งที่ 4.กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2532.
  • วิทยา ศักยาภินันท์. ปรัชญามาร์กซ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2533.
  • อาร์.เอ็น.ฮันท์. วิเคราะห์ลัทธิคอมมิวนิสม์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2523.
  • ที่นี่ ที่เดียว เรื่องเที่ยวรัสเซีย. การปฏิวัติรัสเซีย. [Online].
  • นักปรัชญา. คาร์ล มาร์กซ์. [Online].เข้าถึงได้จาก: www.biolawcom.com.
  • บทความ. วลาดิมีร์ เลนิน. [Online]. เข้าถึงได้จาก: www.wikipedia.co.th
  • แสดงความคิดของนักปรัชญา. ประวัติและผลงานของ เกออร์ก เฮเกิล. [Online].

วลาดิมีร์ เลนิน


(Vladimir Lenin 1870-1924) 

ชื่อจริงของเขา คือ วลาดิมีร์ อีลิช ยูเลียนอฟ (Vladimir Ilyich Ulyanov) เกิดที่เมืองเซมเบิร์ซก์ของรัสเซีย เขาได้ศึกษากฎหมายและงานเขียนของ คาร์ล มาร์กซ์ เป็นคนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ที่สถาปนาเมื่อ ค.ศ. 1922 เป็นหัวหน้าพรรคบอลเชวิก นายกรัฐมนตรีคนแรก และเป็นเจ้าของแนวคิดส่วนใหญ่ในลัทธิเลนิน เขาได้รับการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคาซาน และเซนปีเตอร์สเบิร์ก เลนินถูกเนรเทศไปไซบีเรียจนถึง ค.ศ.1900 เนื่องจากเข้าขบวนการปฏิวัติใต้ดิน หลังการปฏิวัติ เลนินได้เป็นหัวหน้าพรรค “บอลเชวิค” (Bolshevik) ที่ทำการปฏิวัติล้มล้างระบบกษัตริย์ของรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 และตั้งตนเป็นผู้นำประเทศและรีบทำการเจรจาสงบศึกกับฝ่ายเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อทุ่มกำลังปราบปรามฝ่ายต่อต้านในสงครามกลางเมืองของรัสเซียที่เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1918-1921

เลนินมีความเชื่อมั่นในระบอบสังคมนิยม จึงรวบอำนาจมารวมไว้ในพรรคคอมมิวนิสต์ และเริ่มปรับเปลี่ยนระบบควบคุมจากส่วนกลางที่เข้มงวด และเหี้ยมโหดของพวกบอลเชวิก มาทุ่มเทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแนวใหม่ที่เรียกว่า “นโยบายเศรษฐกิจแนวใหม่”(New Economic Policy)อย่างเต็มที่เพื่อล้มระบบทุนนิยม แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้านจากกลุ่มหัวรุนแรงเดิมว่าเป็นการอ่อนข้อให้ระบบทุนนิยม และหนีห่างจากระบบสังคมนิยมมากเกินไป

เมื่อเขาเสียชีวิต ศพของเลนินได้รับการอาบน้ำยาตั้งไว้ให้ประชาชนเคารพในสุสานที่จตุรัสหน้าวังเครมลินจนถึงปัจจุบัน นับว่าเลนินเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตที่ยังมีคนนับถือ พรรคคอมมิวนิสต์ได้เปลี่ยนชื่อเมืองสำคัญคือนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มาเป็นเมืองเลนินกราด เมื่อ ค.ศ. 1924 เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา แต่ได้กลับมาใช้ชื่อเดิมอีกหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อจากเลนิน คือ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตเข้าสู่ยุคม่านเหล็กที่ลึกลับที่ปิดประเทศจากโลกเสรี มีการปกครองที่เด็ดขาด และโหดเหี้ยมขัดกับเจตจำนงเดิมของเลนินอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตสลายได้โดยง่ายเมื่อปี ค.ศ. 1991 เลนินได้รับการยอมรับให้เป็นบิดาของลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ พรรคคอมมิวนิสต์หลายชาติต่างยึดถือลัทธิเลนินเป็นแบบฉบับ

ผลงานสำคัญ
  • พัฒนาการของระบบทุนนิยมในรัสเซีย
  • หนังสือพิมพ์อิสกรา
  • จะทำอะไรในอนาคต (What is to be done)
  • เมษาวิจารณ์ (April Theses)
  • รัฐและการปฏิวัติ
  • การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917
สาเหตุของการปฏิวัติรัสเซีย
  1. ความพ่ายแพ้ในสงครามโลก ครั้งที่ 1 รัสเซียประกาศสงครามกับเยอรมนี ในปี ค.ศ.1914 และเข้าร่วมเป็นพันธมิตรฝ่ายเดียวกับอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ต้องเป็นฝ่ายปราชัย และได้รับความเสียหายในแนวรบด้าน ต่าง ๆ อย่างมาก
     
  2. ปัญหาเศรษฐกิจ และภาวะขาดแคลนอาหารภายในประเทศ การเข้าร่วมสงคราม ทำให้รัสเซียประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เนื่องจากชาวนาถูกเกณฑ์เป็นทหาร จึงทำให้ปริมาณผลผลิตตกต่ำ ราคาอาหารและสินค้าต่าง ๆ จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นเมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนจึงชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล
     
  3. ความล้มเหลวในการบริหารประเทศ และความเสื่อมโทรมของการปกครองระบอบเก่า พระเจ้า ซาร์นิโคลัสที่ 2 ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในประเทศที่เกิดขึ้นได้ ซ้ำร้ายยังทรงแต่งตั้งบุคคลที่ไร้ความสามารถเข้าทำหน้าที่ในรัฐบาลเป็นผลให้งานบริหารราชการแผ่นดินได้รับความเสียหาย
     
  4. ความวุ่นวายภายในประเทศ สืบเนื่องมาจากภาวะความขาดแคลนอาหาร และน้ำมันเชื้อเพลิงในปี ค.ศ.1917 ถึงขั้นที่รัฐบาลต้องใช้วิธีปันส่วนอาหาร และควบคุมการใช้เชื้อเพลิง ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทั่วประเทศ และเกิดการจลาจลตามเมืองต่างๆ
การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ.1917 ประกอบด้วยเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์ คือ
  • การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ เป็นการปฏิวัติโค่นล้มการปกครองระบอบกษัตริย์ ส่งผลให้พระเจ้า ซาร์นิโคลัสที่ 2 ( Tsar Nicholas II ) และราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov) ต้องล่มสลาย
     
  • การปฏิวัติเดือนตุลาคม เป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์เป็นประเทศแรกของโลก โดยการนำของเลนิน ผู้นำพรรคบอลเชวิก หรือพรรคคอมมิวนิสต์ของรัสเซียในขณะนั้น
การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1917 
เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันเพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
  1. จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1917 เมื่อกรรมกรหญิงในกรุงเปโตรกราดได้จัดชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการเข้าร่วมในสงครามโลก ครั้งที่ 1 และแก้ไขปัญหาความอดอยากขาดแคลนอาหาร รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารและตำรวจปราบปรามฝูงชน
     
  2. พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงสละราชบัลลังก์ เมื่อเหตุการณ์บานปลายมีประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก พระเจ้าซาร์จึงทรงสละราชสมบัติตามคำแนะนำของสภาดูมา (Duma) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1917เหตุการณ์ร้ายแรงดังกล่าวจึงยุติลง เป็นการสิ้นสุดการปกครองของราชวงศ์โรมานอฟ และการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในประเทศรัสเซีย
การปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ.1917 
เป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ มีสาเหตุดังนี้
  1. ความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ภายหลังสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟ รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล ยังคงสนับสนุนให้รัสเซีย เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อไป แต่เมื่อต้องประสบความพ่ายแพ้ในการรบหลาย ๆครั้ง ทำให้ประชาชนไม่พอใจพรรคบอลเชวิก จึงฉวยโอกาสปลุกระดมให้ประชาชนต่อต้านสงคราม
     
  2. การก่อกบฏของนายพลลาฟร์ คอร์นีลอฟ (Lavr Kornilov) ในเดือนกันยายน ค.ศ.1917 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเฉพาะกาล และจัดตั้งระบบเผด็จการทางทหารขึ้นแทน แต่ถูกรัฐบาลปราบปรามลงได้ โดยความช่วยเหลือของพรรคฝ่ายซ้าย
     
  3. วิกฤติทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมในสงคราม รัสเซียประสบปัญหาหนี้สินจากการเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนและมีราคาสูงทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
     
  4. การเดินทางกลับเข้าประเทศของผู้นำการปฏิวัติ ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่นอกประเทศ เช่น วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) และเลออน ทร็อตสกี (Leon Trotsky) ได้ร่วมกันวางแผนปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล และเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม
การดำเนินการยึดอำนาจของเลนิน 
เลนิน ผู้นำพรรคบอลเชวิก ได้วางแผนปฏิวัติยึดอำนาจรัฐโดยใช้กำลังอาวุธ โดยใช้เวลาระหว่างวันที่ 24-27 ตุลาคม ค.ศ.1917 เข้ายึดสถานที่ทำการของรัฐบาล และจับกุมบุคคลสำคัญในคณะรัฐบาลได้เกือบหมด จึงถือว่า รัสเซียเป็นประเทศแรกของโลกที่ปฏิวัติเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์

ความสำคัญของการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ.1917
  1. การปฏิวัติในเดือนตุลาคม ค.ศ.1917 ของพรรคบอลเชวิก ทำให้รัสเซียเป็นต้นแบบของการปฏิวัติสังคมนิยมที่ประเทศอื่น ๆ นำมาเป็นแบบอย่าง ในด้านบทบาทของเลนิน ผู้นำพรรคบอลเชวิก ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำการปฏิวัติในภูมิภาคอื่น ๆ ได้ยึดถือในอุดมการณ์ของการปฏิวัติเช่นกัน
     
  2. การวางแผนพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต ทำให้รัสเซียกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งประเทศหนึ่งของโลกในเวลาไม่นาน และก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นชาติมหาอำนาจในเวทีการเมืองของโลกในปัจจุบัน
การปฏิวัติกระฎุมพี 
การปฏิวัติกระฎุมพี เป็นการรวมตัวระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับชาวนา ซึ่งได้ชัยชนะในการปฏิวัติกระฎุมพี และนี่ก็คือความหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เลนินเรียกว่า “เผด็จการของปฏิวัติ-ประชาธิปไตยของฝ่ายกรรมาชีพและชาวนา” (revolutionary democratic dictatorship of the proletariat and the peasantry)

เลนินมีความเห็นว่าการปฏิวัติกระฎุมพีนั้นจะนำผลประโยชน์มาให้กับฝ่ายกรรมาชีพมากกว่าฝ่ายกระฎุมพี เนื่องจากการปฏิวัติกระฎุมพีโดยฝ่ายกรรมาชีพ และชาวนาเป็นการปฏิวัติที่รวดเร็วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน พวกกระฎุมพีจึงมีความหวาดกลัวการปฏิวัติ แต่ฝ่ายกรรมาชีพก็จำต้องบังคับให้ฝ่ายกระฎุมพีประสบกับชัยชนะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เลนินถือว่าการปฏิวัติกระฎุมพีจะมีผลอย่างจริงจังก็ต่อเมื่อพวกกระฎุมพีทิ้งการปฏิวัติของพวกตน ก่อให้เกิดการปฏิวัติกระฎุมพีโดยปราศจากพวกกระฎุมพี (bourgeois revolution without the bourgeoisie)

ลักษณะที่เด่นที่สุดของเลนิน คือ การเป็นนักทฤษฎี และนักปฏิวัติที่มีความคิด ความเข้าใจดีที่สุดเกี่ยวกับบทบาทของพรรคปฏิวัติ ซึ่งเลนินถือว่าการมีพรรคปฏิวัติทรงอำนาจเบ็ดเสร็จ มีองค์การที่รัดกุม และสายงานบังคับบัญชาจากเบื้องบนสู่เบื้องล่างที่แน่ชัด โดยอำนาจเด็ดขาดถูกผูกขาดโดยศูนย์กลางของพรรค (party centralism) ซึ่งเลนินได้เปรียบศูนย์กลางพรรคเป็นเสมือนมันสมอง ส่วนองค์กรย่อยอื่นๆ ของพรรคเป็นเสมือนแขนและขา พรรคมีหน้าที่กำหนดและสั่งการนโยบายให้กับทุกชนชั้นในสังคม

เลนินได้เสนอนโยบายเจตจำนงต่อฝ่ายชนชั้นกรรมาชีพก่อนที่จะทำการปฏิวัติ เป็นการให้ทราบถึงการยอมรับวัตถุประสงค์เป้าหมาย นโยบายของกลุ่มผู้นำปฏิวัติ จึงถือว่าเป็นความคิดแบบ “ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์” (democratic centralism)

สรุปสาระสำคัญได้ว่า ทฤษฎีว่าด้วยการปฏิวัติของเลนิน ซึ่งรวมถึงทฤษฏีเกี่ยวกับพรรคปฏิวัติ และทฤษฏีผู้นำของเลนินได้มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อการปฏิวัติในประเทศต่างๆ ของโลกช่วง 60 ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยเป็นทฤษฏีแบบอย่างที่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเองเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิวัติแบบข้ามขั้นตอน โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจำกัดของระดับขั้นพัฒนาการของระบบทุนนิยมดังเป็นที่ประจักษ์จากการปฏิวัติของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในจีน และเวียดนาม

คาร์ล มาร์กซ์


(Karl Marx 1818 – 1883) 

มาร์กซ์ เกิดที่ประเทศเยอรมนี ใน ค.ศ. 1818 ในตระกูลชนชั้นกลางเชื้อสายเยอรมันยิว สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอก สาขาวิชาปรัชญา เมื่อ ค.ศ. 1841 จากมหาวิทยาลัยจีนา หลังจบการศึกษา เขาได้ยึดอาชีพนักเขียน และบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขาได้ให้ความสนใจ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมปฏิวัติต่าง ๆ จึงทำให้ชีวิตของเขาต้องระเหเร่ร่อน และลี้ภัยในประเทศต่างๆ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และอังกฤษ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตใน ค.ศ.1883 ชีวิตของมาร์กซ์อยู่ท่ามกลางความเฟื่องฟูของลัทธินายทุน อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติทางการค้า และอุตสาหกรรม กล่าวคือ นายทุนจะทำหน้าที่ควบคุมและผูกขาดการผลิตในทางเศรษฐกิจตลอดจนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในทุกด้าน ขณะที่กรรมกรผู้ใช้แรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน ทัศนคติของมาร์กซ์เช่นนี้จึงกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติสังคมเพื่อการมีชีวิตที่ดีขึ้นของชนชั้นผู้ใช้แรงงาน

ปรัชญาการเมืองของมาร์กซ์ หรือที่เรียกว่า มาร์กซิสม์ (Marxism) นั้น เป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โดยการพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางสังคมกับพลังทางเศรษฐกิจ โดยใช้ทฤษฏีวิภาษวิธี-วัตถุนิยม (dialectical materialism) ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลมาจาก เฮเกล (Hegel) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ อาจกล่าวได้ว่ามาร์กซิสม์นี้เป็นทั้งปรัชญาทางการเมือง ปรัชญาทางเศรษฐกิจ และกลยุทธในการปฏิวัติสังคม กล่าวคือในฐานะที่เป็นปรัชญาการเมือง ลัทธิมาร์กซ์มุ่งอธิบายโครงสร้างทางชนชั้นทางสังคมที่ได้เปรียบ ในฐานะที่เป็นปรัชญาทางเศรษฐกิจ

ลัทธิมาร์กซ์มุ่งวิจารณ์วิถีแห่งการผลิตแบบนายทุนที่มีลักษณะกดขี่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งมาร์กซ์เห็นว่าในที่สุดก็จะทำให้ระบบการผลิตเช่นนี้ล่มสลายไปในที่สุด และในฐานะที่เป็นกลยุทธ์ของการปฏิวัติสังคม มาร์กซ์ได้มุ่งอธิบายถึงกลยุทธ์ของการปฏิวัติสังคม มาร์กซ์ได้มุ่งอธิบายถึงกลยุทธ์ในการล้มล้างลัทธินายทุนโดยการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์

ผลงานสำคัญ
  1. ปัญหาชาวยิว (On the Jewish Question) อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology)
  2. ความอับจนของปรัชญา (The Poverty of Philosophy)
  3. คำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto)
  4. การปฏิวัติของหลุยส์โบนาปาร์ต (The Eighteenth Brumaire of Louis Bonaparte)
  5. ทุน (หรือในชื่อเต็มว่า ทุน: บทวิพากษ์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง และชื่อภาษาเยอรมันว่า Das Kapital)
ปัจจัยที่มีอิทธิพลให้มาร์กซ์คิดทฤษฎีสังคมนิยม 
อิทธิพลของปรัชญาจิตนิยม และวัตถุนิยมต่อมาร์กซ์ในระยะแรกเริ่ม 
ทรรศนะของมาร์กซ์มองวัตถุนิยมว่าเป็นทรรศนะที่ถูกต้อง เพราะไม่อธิบายว่าโลกถูกสร้างขึ้นด้วยอำนาจเหนือธรรมชาติ ส่วนปรัชญาจิตนิยมในความเห็นของมาร์กซ์นั้นเป็นปรัชญาที่ไม่ให้ความสำคัญแก่ชีวิตจริง ในทรรศนะของมาร์กซ์มองปรัชญาวัตถุนิยมของกรีก และโรมันว่าเป็นขั้นปฐมเท่านั้น มาถึงสมัยกลาง ปรัชญาที่เคยเป็นวิชาการอิสระได้ถูกนำไปรับใช้ศาสนจักร จนมาถึงสมัยใหม่ มาร์กซ์ได้ยกย่องนักปรัชญาวัตถุนิยม เช่น สปิโนซ่าเห็นว่าสสารเป็นพื้นฐานของเอกภพ เป็นต้น และนักปรัชญาวัตถุนิยม ให้ทรรศนะในเรื่องสสารที่สำคัญ เช่น บอกว่ามนุษย์เป็นสสารซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสสาร และในด้านทฤษฎีความรู้ และอภิปรัชญายังคงให้ความสำคัญแก่สสาร อาจเป็นเพราะเขาไม่ชอบระบบศักดินา ศาสนาคริสต์ และปรัชญาจิตนิยม ซึ่งสิ่งนี้คือแรงบันดาลใจวาทะของมาร์กซ์ที่กล่าวว่า “ศาสนา คือ ยาเสพติดของประชาชน” ศาสนาเป็นเครื่องมือของชนชั้นสูง เพื่อรักษาสถานภาพทางสังคม

แนวคิดของนักปรัชญาอื่น 
มาร์กซ์ได้เรียนปรัชญาของเฮเกล ซึ่งเฮเกลมีปรัชญาว่า ความจริงแท้มีสภาพเป็นจิต โลกและประวัติศาสตร์ของมนุษย์ต่างเป็นผลพัฒนาของจิต พัฒนาไปจนถึง “จุดเอกภาพ” และไม่หยุดเพียงแต่จุดที่พัฒนาต่อไป ภายใต้เงื่อนไขของภาวะขัดแย้ง ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้น คือ สภาวะพื้นฐาน (Thesis) สภาวะขัดแย้ง (Anti Thesis) และสภาวะสังเคราะห์ (Synthesis) จนกว่าจะบรรลุจุดสูงสุดที่เรียกว่า “สัมบูรณจิต”

จากรูปข้างต้น เฮเกลอธิบายว่า Idea ( Thesis ) คือสภาวะพื้นฐานกับธรรมชาติ ทั้งสองสิ่งเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วขัดแย้งกัน Nature ( Antithesis ) ทำให้เกิดขึ้นสูงขึ้นคือ Spirit (Synthesis) ซึ่งเฮเกลเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาจิดสมบูรณ์ได้ถือว่ามนุษย์เจริญสูงสุด

นักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อมาร์กซ์อีกท่านคือ ลุดวิก ฟอยเออร์บัด กล่าวว่าประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นกิจกรรมทางวัตถุ เชื่อว่าการที่จะรู้จักมนุษย์ต้องรู้จักที่ตัวเขา ศึกษาธรรมชาติฝ่ายวัตถุเป็นที่มาของความรู้สึกนึกคิดของเขาให้เข้าใจ แต่มาร์กซ์คิดว่าฟอยเออร์บัดนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะมนุษย์ที่เขารู้จักนั้น คือมนุษย์ที่รู้จักกันในทางชีววิทยานั่นเอง ไม่ใช่ดำรงชีวิตแบบภายใต้เงื่อนไขของประวัติศาสตร์ ซึ่งความคิดทั้งสองท่านนี้ มาร์กซ์ปฏิเสธปรัชญาจิตนิยมของเฮเกล แต่รับเอามรรควิธีวิภาษของเฮเกลมาใช้ในการแสวงหาความจริงจากสังคม และธรรมชาติโดยสลัดจิตนิยมของเฮเกลทิ้ง

วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ 
วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ คือ การนำหลักการวิภาษวิธีมาใช้ เพื่อศึกษาค้นคว้า และทำความเข้าใจชีวิตทางสังคม หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการประยุกต์หลักการ หรือมองชีวิตทางสังคมแบบวิภาษวิธี

แนวคิดของมาร์กซ์นั้นเห็นว่ามนุษย์ และชีวิตทางสังคมเป็นวัตถุอย่างหนึ่งย่อมมีการเคลื่อนไหว จึงต้องยึดหลักการวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ มาร์กซ์เห็นว่า มนุษย์ในสังคมแต่ละยุคต่างทำการผลิต จากนั้นความสัมพันธ์ทางการผลิตที่เหมาะกับสังคมยุคนั้นจึงอุบัติขึ้นเป็นที่มาของรากฐานทางเศรษฐกิจในสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดสภาวะทางสังคม เป็นสิ่งที่เข้าใจด้วยกระบวนการวิภาษวิธี มาร์กซ์ได้แบ่งสังคมมนุษย์ออกเป็น 3 ยุค คือ
  1. ยุคทาส เกิดการต่อสู้ทางชนชั้นในสังคมระหว่างทาสกับนายทาส
  2. ยุคศักดินา เกิดการล้มล้างระบบศักดินาหรือมูลนายเจ้าของที่ดิน จากนั้นเป็นระบบทุนนิยมได้เกิดขึ้น
  3. ยุคนายทุน นายทุนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ผู้ใช้แรงงานเป็นอิสระที่จริง แต่การดำรงชีวิตขึ้นอยู่กับนายทุน เพราะต้องขายแรงงานของคนแก่นายทุน เปิดโอกาสให้นายทุนกดขี่ขูดรีด
ระบบทุนนิยม 
มาร์กซ์ได้เขียนหนังสือทุนซึ่งมีสาระสำคัญคือ ระบบนายทุนเหมือนกับระบบเศรษฐกิจอื่น ๆในประวัติศาสตร์ สังคมมนุษย์มีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ผู้ได้ประโยชน์จากระบบนี้ คือ นายทุน เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ส่วนผู้เสียผลประโยชน์ คือ กรรมกร ที่ทำงานแลกค่าจ้างจากนายทุน ซึ่งมาร์กซ์วางหลักการใหญ่ไว้ 2 หลักการ คือ
  1. ทฤษฎีมูลค่าจากกำลังงาน มาร์กซ์ได้เน้นว่า ปัจจัยอื่นนอกจากแรงงานไม่สามารถทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้ แรงงานยังเป็นที่มาของราคาผลผลิต เช่น ถ้าใช้กำลังงานจากแรงงานของกรรมกร 10 หน่วย ก็จะทำให้เกิดค่า 10 หน่วยตามมาด้วย
     
  2. ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยกำไรที่พวกนายทุนเบียดบังจากผู้ใช้แรงงานเช่น สมมติว่าใน 7 ปอนด์ กรรมกรได้ค่าจ้าง 2 ปอนด์ ความจริงนั้นเงิน 2 ปอนด์ ที่กรรมกรได้รับน้อยกว่ามูลค่าของกำลังแรงงานที่กรรมกรควรจะได้ มาร์กซ์เรียกมูลค่าที่ไม่ได้จ่ายกับกรรมกรนั้นว่ามูลค่าส่วนเกิน
มาร์กซ์เห็นว่า ในที่สุดกรรมกรจะร่วมมือกันกำจัดนายทุน และระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นที่มาแห่งความทุกข์ยากของเขาไป และกรรมกรจะช่วยจัดระบบสังคมใหม่ คือ สังคมนิยม คือรัฐจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด แต่ละคนจะทำงานให้รัฐ และได้รับผลตอบแทนตามกำลังงานของตน มาร์กซ์เรียกการปกครองนี้ว่า “เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ” และระบบนี้จะปูทางไปสู่ระบบคอมมิวนิสต์ต่อไป

เรื่องระบบนายทุน มาร์กซ์ให้ความเห็นว่ามนุษย์ในระบบนายทุนไม่มีความรู้สึกที่ต้องการเห็น ฟัง คิด รักษา จุดประสงค์อย่างเดียว คือ ต้องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของตนเหนือวัตถุทั้งหลาย ในที่สุดสิ่งที่มนุษย์ต้องการเป็นเจ้าของกลับกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือความเป็นอยู่ของมนุษย์ อันเป็นการนำไปสู่ปรากฎการณ์ของปัจจัยลดคุณค่าของมนุษย์

ปัจจัยลดคุณค่าของมนุษย์ มีดังนี้
  1. มนุษย์ในระบบทุนนิยมจะห่างเหินจากผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง
  2. มนุษย์ในสังคมทุนนิยมถูกแยกออก และห่างเหินจากผลผลิตของตัว โดยที่ตัวมนุษย์เองหาได้มีคุณค่า แต่สิ่งที่มนุษย์ผลิตกลับมีคุณค่าขึ้นมาแทน
  3. มนุษย์จะถูกแยกออกจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เนื่องมาจากการแข่งขัน และความขัดแย้งระหว่างมนุษย์
ระบบสังคมทุนนิยม 
ระบบสังคมทุนนิยม คือ การที่เจ้าของปัจจัยการผลิต เปลี่ยนจากคนส่วนน้อยมาเป็นรัฐ ไม่มีผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ สินค้าที่ผลิตขึ้นมาจะถูกจำหน่ายจ่ายแจกตามแรงงานที่ทำลงไป ไม่มีการขูดรีดระหว่างกัน ทั้งนี้ เพราะลักษณะทางสังคมของการผลิต สอดคล้องกับการที่สังคมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน ความสัมพันธ์ทางการผลิต พลังทางการผลิต (Productive farce) ในทางสังคมเรียกว่า ฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Base) หรือโครงสร้างส่วนล่าง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดสภาวการณ์ทางสังคม เช่น ระบบการปกครอง ศิลปวัฒนธรรม กฎหมาย ปรัชญา และศาสนา เป็นต้น เรียกว่า โครงสร้างส่วนบน โครงสร้างส่วนบนจึงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างส่วนล่างดังแผนภาพ

ระบบคอมมิวนิสต์แบบทุนนิยม 
บุคคลแรกที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้วางรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ คาร์ล มาร์กซ์ เขามีความคิดว่า วัตถุเป็นตัวกำหนดให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นในประวัติศาสตร์หรือที่เรียกกันว่า “ลัทธิวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์” (historical materialism) และในการที่มาร์กซ์นำ “วัตถุ” มาใช้ในการตีความทางประวัติศาสตร์ มาร์กซ์ได้ย้ำให้เห็นว่า “วัตถุ” เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ฉะนั้น จึงได้เรียกทฤษฎีของมาร์กซ์ว่ามีลักษณะเป็น “economic determinism” อันหมายถึงว่า เศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อสังคม ทั้งในด้านการเมือง การศึกษา ศาสนา ปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม

การมองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยมมุ่งสนใจส่วนที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ สนใจเรื่องการผลิต และการทำมาหากินของมนุษย์ว่าเป็นรากฐานของประวัติศาสตร์ และเมื่อพลังการผลิตเปลี่ยนแปลงไปก็จะมีผลกระทบให้ความสัมพันธ์ในการผลิต และระบบกรรมสิทธิ์เปลี่ยนแปลงไปด้วย ฉะนั้นการขัดแย้งกับโครงสร้างส่วนบนซึ่งพยายามที่จะรักษาสถานภาพดั้งเดิมจึงเกิดขึ้น ทำให้เกิดการปฏิวัติสังคมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันโครงสร้างส่วนบนอันได้แก่ ระบบการเมืองและวัฒนธรรม จะต้องเปลี่ยนแปลงจนสอดคล้องกับพลังการผลิต และระบบกรรมสิทธิ์ เพราะฉะนั้นการมองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยมดังกล่าวแล้ว จะทราบได้ว่าพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็นเรื่องของความขัดแย้งเชิงเศรษฐกิจ

การวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ โดยถือเอาเศรษฐกิจเป็นตัวนำในส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองแล้ว ย่อมมีความสำคัญต่ออุดมการณ์ของลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นอันมาก ทั้งนี้ เพราะมาร์กซ์มองการเมืองว่าเป็นการต่อสู้ของชนชั้น(social class) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และในทรรศนะของมาร์กซ์นั้น การต่อสู้ระหว่างชนชั้นได้แก่ ผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้น สำหรับในสังคมนายทุน (capitalist) นั้น มาร์กซ์กล่าวว่า มีคนอยู่ 2 ชนชั้น ได้แก่ นายทุน หรือกระฎุมพี (capitalists or bourgeoisie) กับผู้ใช้แรงงาน หรือชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) ซึ่งมาร์กซ์มีความเห็นว่าต้องล้มล้างระบบนายทุน และเมื่อปราศจากนายทุนแล้ว สังคมคอมมิวนิสต์ ตามที่มาร์กซ์คิดก็จะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นสังคมที่ไม่มีการแบ่งชนชั้น และการขัดแย้งอีกต่อไป เพราะชนชั้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความแตกต่างทางเศรษฐกิจจะสูญหายไป ทรัพย์สินจะตกเป็นของส่วนกลาง และแต่ละคนจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงานตามความจำเป็นในการยังชีพของตน โดยไม่คำนึงว่าใครจะทำงานมาก หรือทำงานน้อย และในที่สุดระบบเศรษฐกิจในสังคมคอมมิวนิสต์จะไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ (exploitation)โดยชนชั้นหนึ่งจากอีกชนชั้นหนึ่ง มาร์กซ์อธิบายต่อไปว่า เมื่อสังคมปราศจากเสียซึ่งชนชั้นแล้ว คือเมื่อไม่มีชนชั้นปกครองกับชนชั้นผู้ถูกปกครอง รัฐก็จะสลายตัวไป เพราะไม่มีความจำเป็นต้องมีการปกครองต่อไปอีก และกระบวนการสลายตัวของรัฐแบบนี้ มาร์กซ์เรียกว่า “รัฐจะร่วงโรยหมดสิ้นไปเอง” (the state will wither away)

สำหรับคำว่า “คอมมิวนิสต์” นั้น มาร์กซ์ และฟรีดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels) ได้ใช้คำนี้เป็นครั้งแรกในการเขียน “คำประกาศของคอมมิวนิสต์” (the Communist Manifesto) ในระหว่างปี ค.ศ. 1847-1848 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกสารสำคัญที่อธิบายถึงหลักการของคอมมิวนิสต์ สาระสำคัญ “คำประกาศของคอมมิวนิสต์” ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของสังคมว่า เป็นประวัติการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ทาสต่อสู้กับนายทาส ไพร่ต่อสู้กับเจ้าของที่ดิน กรรมกรต่อสู้กับนายทุน และในขั้นตอนสุดท้ายกรรมกรซึ่งเป็นชนชั้นที่ถูกขูดรีดมีความต้องการที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ในการผลิตหรือระบบกรรมสิทธิ์และโครงสร้างส่วนบน (superstructure) อันได้แก่ ระบบกฏหมาย การเมือง วัฒนธรรม และระบบความคิด ทั้งนี้เพื่อที่จะยุติการขูดรีด

เมื่อพลังการผลิตของแรงงานได้พัฒนาถึงขั้นพร้อมเต็มที่ ก็จะเกิดการปฏิวัติสังคม ฝ่ายต่อสู้จะประสบชัยชนะ ซึ่งจะเป็นผลให้ระบบกรรมสิทธิ์ และโครงสร้างส่วนบนเปลี่ยนแปลงไป การปฏิวัติได้เกิดขึ้นตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีการเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์ และระบบการปกครองสืบต่อเนื่องมาไม่ขาดสาย นับตั้งแต่จากระบบทาสมาสู่ระบบศักดินา จนกระทั่งถึงระบบนายทุน และการปฏิวัติครั้งสำคัญที่สุดก็ คือ การปฏิวัติล้มระบบกรรมสิทธิ์ และระบบนายทุน เพราะการปฏิวัติที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตจากคนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งไปสู่คนกลุ่มน้อยอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นการขูดรีดยังคงมีอยู่ต่อไป แต่การปฏิวัติล้มล้างระบบนายทุนจะทำให้การขูดรีดสิ้นสุดลง เพราะจะมีการโอนปัจจัยการผลิตมาเป็นของส่วนรวม

ตามทฤษฎีของมาร์กซ์ ได้บรรยายถึงความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งแสดงถึงการต่อสู้ทางชนชั้นของสังคมแต่ละยุค
  1. ยุคดั้งเดิม มนุษย์ในยุคนั้นมีจำนวนน้อย แต่ทรัพยากรธรรมชาติมีมาก ไม่จำเป็นต้องมีการแก่งแย่งกัน สังคมในยุคดั้งเดิมจึงเป็นสังคมขนาดเล็ก ไม่มีชนชั้น และมนุษย์ยังไม่มีความสำนึกในเรื่องกรรมสิทธิ์ อาจเรียกได้ว่าเป็น “สังคมคอมมิวนิสต์บุพกาล” ก็ได้
     
  2. ยุคทาส เมื่อพลังการผลิตพัฒนาขึ้น เกิดการเลี้ยงสัตว์ และเกษตรกรรมขนาดใหญ่ จึงมักมีผลิตผลเหลือเฟือ ทำให้บุคคลกลุ่มหนึ่งที่แข็งแรงกว่ายึดเอาแรงงานของผู้อื่นมาเป็นของตน โดยให้แรงงานเหล่านั้นส่งผลผลิตให้แก่ตน ซึ่งในตอนเริ่มแรกได้มีการบังคับเอาเชลยศึกมาเป็นทาส ต่อมาก็ได้มีการนำเอาคนในสังคมเดียวกันมาเป็นทาส จึงทำให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและชนชั้น ตลอดจนการขูดรีด
     
  3. ยุคศักดินา สืบต่อมาจากการพัฒนาการผลิตของแรงงานนำไปสู่การขัดแย้งความสัมพันธ์ทางการผลิตของระบบทาส กล่าวคือ การกดขี่ทาสทำให้ทาสไม่สนใจในการผลิต ฉะนั้นการผลิตขนาดเล็ก โดยผู้เช่าที่ดินเริ่มมีประสิทธิภาพ ทาสได้รับการปลดปล่อยและการได้เช่าที่ดินทำมาหากิน โดยผู้เช่า และผู้สืบสายโลหิตต้องติดอยู่กับที่ดินนั้น ทำให้เกิดเป็นระบบศักดินา คือ เจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกึ่งเป็นเจ้าของผู้ทำกินในที่ดิน ซึ่งเรียกว่าทาสติดที่ดิน หรือไพร่
     
  4. ยุคนายทุน เป็นยุคสืบต่อจากยุคศักดินา คือ เมื่อพลังการผลิตได้พัฒนามาถึงระดับการผลิตเพื่อการขยายผลิตผลเป็นสินค้า และเป็นการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องจักร จึงเกิดระบบนายทุนแทนระบบศักดินา ไพร่ได้รับการปลดปล่อย ส่วนผู้ทำงานในโรงงาน หรือกรรมกร ไม่มีปัจจัยการผลิต คงมีแต่แรงงานขายเลี้ยงชีวิต ขณะเดียวกันนายทุนกลับร่ำรวย และสะสมกำไรไว้ในมือ การขูดรีดได้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นเจ้าของที่ดินกับไพร่ มาเป็นการขูดรีดระหว่างนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน โดยนายทุนกดค่าจ้างแรงงาน และเอาค่าส่วนเกินของแรงงานเป็นของนายทุน (surplus value) คือมูลค่าของสินค้าแรงงานผลิตที่ได้เกินไปกว่าค่าจ้าง
เมื่อพิจารณาทรรศนะของมาร์กซ์ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และการเมืองของมนุษย์ได้วิวัฒนาการโดยสันติวิธี แต่เป็นระบบเศรษฐกิจ และการเมืองที่ผูกขาดโดยคนกลุ่มน้อย คือผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ซึ่งขูดรีดคนกลุ่มใหญ่ทำให้เกิดการต่อสู้ และการขัดแย้ง มาร์กซ์เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์มนุษย์นั้น เป็นเรื่องของการต่อสู้ และการปฏิวัติ มาร์กซ์ และเองเกลส์ได้เน้นให้ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้ก้าวสู่ยุคพัฒนาขึ้นโดยลำดับ

ฉะนั้น เขาทั้งสองจึงมีความเห็นว่า ระบบสังคมนิยม หรือระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายที่ดีที่สุดของมนุษย์ จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ อันเป็นการเกิดขึ้นตามกฎไดอะเล็กติค ฉะนั้น มาร์กซ์และเองเกลส์ จึงเชื่อว่าสังคมนิยมตามแนวความคิดของเขาเป็น “สังคมนิยมแบบวิทยาศาสตร์”

มาร์กซ์มีความเชื่อมั่นว่า ชนชั้นกรรมาชีพสามารถมีจิตสำนึกได้เองว่าฝ่ายตนถูกขูดรีด โดยได้รับ หรือผ่านทางประสบการณ์ในการทำงาน และการดำรงชีพ ครั้นเมื่อสำนึกแล้วชนชั้นกรรมาชีพจะร่วมมือกันปฏิวัติล้มล้างนายทุน ดังปรากฏใน “คำประกาศของคอมมิวนิสต์” (The Communist Manifesto) ซึ่งมาร์กซ์และเองเกลส์ร่วมกันร่างไว้ สรุปได้ว่า ทุกคนจะมีเสรีภาพ ซึ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับชัยชนะขั้นสุดท้ายของชนชั้นกรรมาชีพ โดยกระบวนการของการปฏิวัติ และสังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมาร์กซ์เชื่อว่าเป็นยุคสุดท้าย คือเป็นสังคมที่ไม่มีการขัดแย้งกันทางชนชั้น เป็นสังคมที่ปราศจากชนชั้น (classless society) ไม่มีกฎหมาย ไม่มีการปกครอง และรัฐจะต้องอันตรธานไป (state will wither away)

ทฤษฎีปฏิวัติสังคมของมาร์กซ์ ได้รับการนำไปขยายความต่อเติมโดยเลนิน (Lenin) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศรัสเซีย และเหมา เจ๋อ ตุง (Mao Tse-Tung) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในจีน

ในส่วนที่เกี่ยวกับวิวัฒนาการของลัทธิคอมมิวนิสต์นั้น จากการศึกษาวิวัฒนาการของลัทธินี้เป็นที่ยอมรับกันว่า วิวัฒนาการของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันเป็นการผสมผสานกันระหว่างความคิดของมาร์กซ์ และเลนิน ที่เรียกกันว่า “ลัทธิมาร์กซิสม์ และเลนินนิสม์” (Marxism and Leninism)

เกออร์ก เฮเกล


Georg Wilhelm Friedrich Hegel 1770 - 1831) 
เฮเกล เป็นนักปรัชญาจิตนิยมเยอรมันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เกิดที่เมือง สตุตการ์ด และได้ศึกษาวิชาปรัชญา ศาสนาวิทยา เทววิทยา ที่มหาวิทยาลัยทูบิงเกน ณ ที่นี้ เขาได้ก่อตั้งวารสารทางปรัชญาขึ้น

ในปี ค.ศ. 1801 เมื่อเขามีอายุ 30 ปี เขาได้ไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยนา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัย สอนวิชาปรัชญา

ต่อมาในปี ค.ศ.1816 เขาถูกเรียกตัวไปเป็นศาสตราจารย์ในวิชาปรัชญา ณ มหาวิทยาลัยไฮเบิก ในระหว่างที่เขามีชีวิตอยู่เขาได้ดำรงตำแหน่งต่างๆเป็นจำนวนมาก ในที่สุดเขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ณ ที่นี่ เขาได้ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำโลกทางปรัชญาของเยอรมัน ชีวิตของเขาเป็นชีวิตแห่งความก้าวหน้าทั้งในด้านอาชีพ สังคม และการเมือง เขาได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ.1831 ในกรุงเบอร์ลิน

ผลงานสำคัญ
  • Philosophy of Mind 1807
  • Science of Logic 1812-1816
  • Encyclopedia of the Philosophical Sciences
  • Philosophy of Natuw 1817
  • Philosophy of right 1821
  • Posthumously Published Works includes lectures on the history of philosophy 1833-1836
  • Philosophy of History 1837
  • Philosophy of Art 1836-1838
ปรัชญาของเฮเกล คือ ลัทธิจิตนิยม (idealist) เฮเกลเชื่อว่า สิ่งที่เป็นความจริงจะต้องมีลักษณะสมบูรณ์ทั่วด้าน ที่เรียกว่า จิตสัมบูรณ์ เป็นตัวตนสมบูรณ์ ครอบงำสรรพสิ่ง และเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกความเป็นจริงที่มนุษย์เห็นอยู่โดยทั่วไป หรือสัมผัสได้

จุดเด่นในปรัชญาเฮเกล คือ ทัศนะแบบวิภาษวิธี (dialectic) ที่อธิบายว่า จิต หรือตัวตนสมบูรณ์นี้ แสดงออกในรูปของความขัดแย้ง 2 ด้าน คือ ด้านสนับสนุน และด้านปฏิเสธ ด้านหนึ่งเป็นบทเสนอ (thesis) ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นบทแย้ง (antithesis) และวิวัฒนาการการต่อสู้ระหว่าง 2 ด้านที่ขัดแย้งนี้เอง จะนำมาสู่การพัฒนาของสิ่งใหม่ ที่จะเรียกว่า บทสรุป (synthesis) และบทสรุปนี้ก็จะกลายเป็นบทเสนอ (thesis) ใหม่ ก่อให้เกิดบทแย้ง (antithesis) ใหม่ และนำมาสู่บทสรุป (synthesis) ใหม่ ไปจนสิ้นสุดกระบวนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความเป็น จิตสมบูรณ์อันแท้จริง

รัฐที่สมบูรณ์ในทรรศนะของเฮเกล 
รัฐที่สมบูรณ์ คือ รัฐที่ปัจเจกบุคคลซึ่งพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์พบกับอุดมคติอันเป็นสิ่งสากล ในความคิดของ เฮเกล รัฐที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ในระบบตรรกของเขาจะเป็นรัฐที่พร้อมด้วยหลักการ และเหตุผล มีรัฐธรรมนูญ และกษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งผู้นำจะต้องเป็นได้ทั้งกษัตริย์ ประธานาธิบดี เผด็จการ แต่เฮเกลก็สรุปต่อไปว่า ผู้นำจะต้องเป็นกษัตริย์ผู้สืบเชื้อพระวงศ์ เพราะหลักตรรกที่ว่า ผู้นำคือผู้ที่เป็นอยู่มาแล้วโดยธรรมชาติ โดยชาติกำเนิด ไม่ใช่ผลิตผลของจิต ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเขาเห็นด้วยกับระบอบราชาธิปไตย เพราะเมื่อกษัตริย์ซึ่งเป็นปัจเจกภาพ และสากลภาพ ก็ย่อมหมายความว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการออกกฎหมาย สูงสุดในที่มาของอำนาจบริหาร อย่างไรก็ดี เฮเกลไม่ได้บอกว่า กษัตริย์จะต้องมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว และกระทำการทุกอย่างโดยลำพัง กษัตริย์จะต้องกระทำการโดยคำแนะนำของสภาที่ปรึกษา

ในส่วนของการปฏิบัติงาน และการบริหารนั้น เป็นหน้าที่ของข้าราชการ ส่วนการออกกฎหมาย ซึ่งความจริงมีอยู่แล้วแต่เพิ่มเติมตัดออกเป็นหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ทั้งนี้ ปัจเจกชนทั่วไปน่าจะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งบุคคลเหล่านั้นเข้ามาเป็นตัวแทนของตน อย่างไรก็ดี ประชาธิปไตยในความคิดของเฮเกล ไม่ใช่เสียงของคนส่วนใหญ่ที่จะทำให้คนต้องเคารพเชื่อฟังกฎหมาย เฮเกลเห็นว่า ตัวแทนของประชาชนน่าจะมาจากคนประเภทต่างๆ หรือชนชั้นต่างๆมากกว่าที่จะมาจากที่ไหนก็ได้ เพราะผู้คนที่เลือกเข้ามา

ลักษณะของรัฐสมัยใหม่ตามความคิดของเฮเกล
  1. มนุษย์ในรัฐต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะของชีวิตแห่งเหตุผล (rational subject) กล่าวคือ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ในการตัดสินใจอย่างอิสระ ทุกคนมีฐานะเป็นเป้าหมาย มีการเคารพในกรรมสิทธิ์ มโนธรรม เสรีภาพในการประกอบอาชีพ เสรีภาพในการนับถือศาสนา และการมีทาสเป็นสิ่งที่รับไม่ได้
     
  2. รัฐต้องใช้การปกครองด้วยกฎหมาย ต้องไม่ใช้อำนาจตามใจชอบ และต้องปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน
     
  3. รัฐทำให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายของ “ชีวิตทางจริยธรรม” ซึ่งทำให้จริยศาสตร์มีเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมจากการเมือง และทุกคนมีหน้าที่ต้องพัฒนาและรักษารัฐไว้
เฮเกลแตกต่างจากนักทฤษฎีสังคมศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหมด ตรงที่เขามองว่า โดยพื้นฐานแล้วรัฐเป็นสถาบันทางจริยธรรม ดังนั้นจึงมิได้วางอยู่บนการใช้กำลัง ทว่าวางอยู่บนเสรีภาพ ความเข้มแข็งของรัฐมิได้อยู่ที่การใช้กำลัง แต่เป็นแนวทางที่โครงสร้างทางสังคมจัดการเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ สวัสดิภาพ และสวัสดิการของปัจเจกให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

รัฐจึงมิใช่กลไกในการรักษาสันติภาพ องค์กรรับรองสิทธิ หรือองค์กรที่ส่งเสริมการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว แต่รัฐ คือจุดสุดยอดของเป้าหมายเพื่อส่วนรวม รัฐประสานสิทธิและความผาสุกของปัจเจกให้กลมกลืนอย่างมีเหตุผล รัฐจึงปลดปล่อยให้ชีวิตปัจเจกมีความหมายและมีเสรีภาพอย่างแท้จริง

สรุปเข้ม ภาษาอังกฤษ O-NET + GAT

ติวเข้ม GAT วิชาภาษาอังกฤษ

ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน

ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน

ปรัชญาการเมืองของอาริสโตเติล